วันศุกร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

        วันนี้วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2556
วันนี้มีการสาธิตการเรียนการสอนคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย ซึ่งมีการสาธิต ทั้งหมด 2 กลุ่ม
กลุ่มแรกนำเสนอเรื่อง ไข่

กลุ่มที่สองนำเสนอเรื่อง ผลไม้






 อาจารย์จะมีการแนะนำเรื่องขั้นตอนและวิธีการสอน ในลักษณะที่ถูกต้อง


วันศุกร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

        วันนี้วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2556
        วันนี้ไม่มีการเรียนการสอน เนื่องจากอาจารย์ติดธุระ

วันจันทร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2556

        วันนี้วันที่ 28 มกราคม
        วันนี้เป็นวันขึ้นปีใหม่ จึงไม่มีการเรียนการสอน



วันศุกร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2556

        วันนี้ส่งงานกลุ่ม Mind map เกี่ยวกับการวางแผนการนำเสนอวิธีการสอน หรือสาธิตการเรียนการสอน



วันศุกร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2556

       วันนี้วันที่ 11 มกราคม 2556
       ได้เช็คชื่อการมาเรียนตามปกติ และให้แต่กลุ่มออกมานำเสนองานการประดิษฐ์สื่อทางคณิตศาสตร์ที่สามารถใช้ประโยชน์ได้หลายๆอย่าง
กลุ่มที่ 1 เรื่อง จำนวนและวิธีดำเนินการ



กลุ่มที่ 2 เรื่อง ปฏิทิน




กลุ่มที่ 3 เรื่อง กราฟ การเปรียบเทียบ



วันศุกร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2556

        วันนี้วันที่ 4 มกราคม 2556


        วั้นนี้เป็นการเรียนการสอนวันแรก หลังจากวันหยุดปีใหม่ วันนี้อาจารย์จ๋าได้นัดนักศึกษามาเรียนบริเวณใต้ตึก 2 ตึกคณะ ศึกษษศาสตร์ และแต่ละกลุ่มนำงานประดิษฐ์สื่อทางคณิตศาสตร์ของแต่ละกลุ่มมาให้อาจารย์ ช่วยแนะนำว่าควรแก้ตรงไหนอย่างไรบ้าง


วันเสาร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2555

       วันนี้เรียนเรียนเกี่ยวกับขอบข่าย/ขอบเขตของคณฯิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย
       นิตยา ประพฤติกิจ ได้ให้ความหมายของขอบข่าย/ขอบเขตของคณฯิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย ไว้ดังนี้
1. การนับ นับแล้วได้จำนวน แล้วนำสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ มาเขียนแทนค่าลำดับ/ตำแหน่ง
    การนับ หมายถึง การบวกเพิ่มขึ้นทีละ 1
2. ตัวเลข สัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ ใช้ัเพื่อเป็นการสื่อสารให้เข้าใจความหมายกัน
3. การจับคู่ จับคู่ได้ตากรูปร่าง รูปทรง จำนวน
4. จัดประเภท จำเป็นต้องกำหนดเกณฑ์ โดยการสอนเพียงทีละเรื่อง เพื่อไม่ให้เด็กเกิดการสับสน
5. การเปรียบเทียบ เริ่มจากการสังเกตุ เด็กเล็ก จะเริ่มจากการกะประมาณ/คาดเดา เพื่อดูความสัมพันธ์หาค่าของสิ่งของโดยการวัด แล้วนำไปเปรียบเทียบ ควรเปิดโอกาสให้เด็กเล็ก ได้ลงมือกระทำด้วยตนเอง(ทฤษฎีของ เพียเจท์) โดยการเรียนรู้แบบ 1:1 เมื่อจับคู่สิ่งขิง 1:1 แล้วเหลือเศษแสดงว่าของสิ่งนั้นมากกว่าอีกสิ่งหนึ่ง  แล้วจึงค่อยนำสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์มาแทน เมื่อเด็กโตขึ้นเด็กจะเกิดการเรียนรู้แบบรูปธรรม คือ เด็กสามารถเรียนรู้โดยไม่ต้องผ่านการมองเห็น
               การนับ หมายถึงการนับแบบบวกทีละหนึ่ง
6. การจัดลำดับ หาค่า (ปริมาณ)  เปรียบเทียบ จัดลำดับโดยใช้ตัวเลขมาแทนค่านั้นๆ
7. รูปทรงและเนื้อที  ปริมาณ  ความจุ
8. การวัด การหาค่า/หน่วย โดยใช้เครื่องมือต่างๆ อย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ แต่เด็กจะใช้เครื่องมืออย่างไม่เป๋นทางการมากกว่า
9. เซต มีความสัมพันธ์เดียวกัน หรืออาจมีคุณสมบัติที่คล้ายกัน
10. เศษส่วน การที่แบ่งของทำให้เกิดของสองกลุ่ม เท่าๆกันเช่น เอาไปครึ่งหนึ่งของทั้งหมด หรือ 1 ส่วนของ 2 ส่วน
11. หารทำตามแบบ หรือทำตามลวดลสย บางอย่างเด็กต้องทำตามแบบซึ่งอยู่บนพื้นซานการเรียนรู้
                 11.1 การเรียนรู้โดยใช้ประสาทสัมหัสทั้ง 5 โดยเด็กจะเป็นผู้ลงมือกระทำด้วยตนเอง
                 11.2 ต้องมีอิสระให้เด็กเลือกและตัดสินใจเอง
12. การอนุรักษ์ หรือการคงที่ด้านปริมาณ เด็กเล้ฏจะเรียนรู้เป็นรูปธรรม เมื่อโตขึ้นจะเป็นการเรียนรู้แบบกึ่งนามธรรม และนำไปสู่การเรียนรู้แบบนามธรรมในที่สุด

         เยาวภา เตชะคุปด์ ได้ให้ความหมายของขอบข่าย/ขอบเขตของคณฯิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย ไว้ดังนี้
1. การจัดกลุ่มหรือเซต การจับคู่ 1:1
2. จำนวน 1-10 การนับจำนวนคู่ กับจำนวนคี่
3. ระบบจำนวน
4. ความสัมพันธ์ระหว่างเซตต่างๆ
5. คุณสมบัติของคณิตศาสตร์จากกลุ่ม
6. ลำดับทีี่
7. การวัด เงินตรา อุณหภูมิ ขนาด ยำหยัก
8. รูปทรงเรขาคณิต  การเปรียบเทีย รูปร่าง ขนาด
9. สถิติและกราฟ การศึกษาจากการบันทึก การแสดงซึ่งนำไปลู่การเปรียบเทียบ